เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นโรคเกาต์ หรือโรครูมาตอยด์ กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันที่ค่อนข้างมาก การที่จะแยกความอาการป่วยของทั้งสองโรคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ถึงความแตกต่างของอาการระหว่างโรคเกาต์ และโรครูมาตอยด์จะทำให้ช่วยรับมือได้ทัน และสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกวิธี
โรคเกาต์ และโรครูมาตอยด์ปวดข้อเหมือนกัน แต่จะมีรูปแบบการปวดที่ต่างกัน
โรคเกาต์ (Gout)
โรคเกาต์ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งของโรคข้ออักเสบเหมือนกัน จะพบได้ในประมาณร้อยละ 5 ของบรรดาโรคข้ออักเสบทั้งหมด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ามีคนป่วยโรคเกาต์อยู่ที่ประมาณ 2.4 ล้านคน โดยเฉลี่ยทั่วโลกแล้วจะพบคนป่วยโรคเกาต์ 300 คนต่อประชากร 100,000 คน อาการของโรคเกาต์ เกิดจากร่างกายสะสมกรดยูริกที่มากเกินไป และไม่สามารถขับกรดยูริกส่วนเกินออกได้ จึงทำให้ตกผลึกตามบริเวณข้อ และอวัยวะต่าง ๆ มีอาการปวดตามส่วนล่างของร่างกาย โดยเฉพาะตรงบริเวณข้อ, โคนนิ้วหัวแม่เท้า, นิ้วเท้า, ข้อเท้า และข้อเข่า จะเกิดอาการปวดที่ข้อ ๆ เดียวจะไม่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันหลายข้อ จะมีอาการปวดข้างใดข้างหนึ่ง หรือมีปุ่มกระดูกปรากฏขึ้นตรงบริเวณข้อ สามารถทำให้ปวดได้ทุกช่วงเวลา ถ้าหากข้ออักเสบอย่างรุนแรงแล้วไปประคบร้อนอาจจะเกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น ซึ่งอาการปวดจะเป็นแบบเป็น ๆ หาย ๆ
โรครูมาตอยด์ ( rheumatoid arthritis)
โรครูมาตอยด์ ถือเป็นหนึ่งโรคข้ออักเสบเหมือนกัน จะพบได้ประมาณร้อยละ 5 ของบรรดาโรคข้ออักเสบทั้งหมด โรครูมาตอยด์ เกิดมาจากการผิดปกติของระบบภูมิต้านทาน ที่ไปทำลายและกระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและกระดูกรอบ ๆ ข้อ ทำให้เกิดอาการปวดตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายเช่น
-
-
- ข้อนิ้วมือ , ข้อนิ้วเท้า
- ข้อเท้า ,ข้อเข่า
- ข้อไหล่ รวมทั้งข้อศอกด้วย
-
และอาการสามารถปวดได้หลาย ๆ ข้อพร้อมกัน เกิดการผิดรูปของข้อนิ้ว, ข้อมือ และข้อนิ้วเท้า คนป่วยจะมีอาการปวดข้อมากที่สุดในช่วงเวลาเช้า หรือช่วงที่มีอากาศเย็น ๆ และถ้าหากประคบเย็นจะยิ่งทำให้เกิดอาการปวดข้อมากขึ้น และอาจจะปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่รีบไปรักษา
ดังนั้น หากว่าเกิดอาการปวดข้อและไม่สามารถที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรคเกาต์หรือโรครูมาตอยด์ ควรจะสังเกตตนเองและรีบไปพบแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยโรคและทำการรักษาโดยเร็ว เพื่อคนป่วยจะได้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเหมือนเดิม