โรคเก๊าท์…ไม่ใช่แค่โรคของผู้สูงอายุ
โรคเก๊าท์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้บ่อยในคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูง หลายคนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าโรคนี้เกิดจากการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว หรือเป็นโรคที่พบเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น
ความเชื่อเหล่านี้อาจทำให้ผู้ป่วยละเลยการดูแลสุขภาพ ไม่เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดข้ออักเสบเรื้อรัง ข้อผิดรูป รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อไตได้
บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจ ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับโรคเก๊าท์ พร้อมข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถป้องกัน ดูแล และรักษาโรคได้อย่างเหมาะสม
โรคเก๊าท์คืออะไร?
โรคเก๊าท์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริก (Monosodium Urate Crystals) ภายในข้อและเนื้อเยื่อรอบข้อ เมื่อร่างกายมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงต่อเนื่อง ผลึกเหล่านี้จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างเฉียบพลัน ทำให้มีอาการปวด บวม แดง และร้อนบริเวณข้อ
ข้อที่มักพบการอักเสบ ได้แก่
-
โคนนิ้วหัวแม่เท้า
-
ข้อเท้า
-
ข้อเข่า
-
ข้อมือ
-
ข้อศอก
อาการมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน และอาจรุนแรงจนไม่สามารถลงน้ำหนักหรือขยับข้อได้
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับโรคเก๊าท์
1. โรคเก๊าท์เป็นเฉพาะผู้สูงอายุ
❌ ความเชื่อ
โรคเก๊าท์เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น
✅ ความจริง
โรคเก๊าท์สามารถพบได้ในวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ชายอายุประมาณ 30–50 ปี รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น
-
น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
-
ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
-
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์
-
มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคไต
2. โรคเก๊าท์เกิดจากการกินอาหารทะเลเพียงอย่างเดียว
❌ ความเชื่อ
หากไม่รับประทานอาหารทะเล ก็จะไม่เป็นโรคเก๊าท์
✅ ความจริง
อาหารทะเลเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ระดับกรดยูริกสูงขึ้น แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคเก๊าท์ ได้แก่
-
พันธุกรรม
-
ไตขับกรดยูริกได้น้อย
-
โรคอ้วน
-
โรคเบาหวาน
-
ความดันโลหิตสูง
-
โรคไตเรื้อรัง
-
การดื่มแอลกอฮอล์
-
เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง
-
การรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ และน้ำซุปเข้มข้น
3. เมื่ออาการปวดหายแล้ว สามารถหยุดยาได้
❌ ความเชื่อ
เมื่อไม่มีอาการปวดข้อแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาต่อ
✅ ความจริง
แม้อาการปวดจะหายไป แต่ระดับกรดยูริกในเลือดอาจยังคงสูง หากหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ผลึกกรดยูริกจะยังสะสมในข้อ ทำให้โรคกำเริบบ่อยขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดก้อนโทฟัส (Tophi) รวมถึงข้อเสื่อมถาวร
ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างต่อเนื่อง และไม่ควรหยุดยาเอง
4. ดื่มน้ำมาก ๆ ก็รักษาโรคเก๊าท์ได้
❌ ความเชื่อ
ดื่มน้ำเยอะเพียงอย่างเดียวสามารถรักษาโรคเก๊าท์ได้
✅ ความจริง
การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยให้ไตขับกรดยูริกได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงของการเกิดนิ่วในไต แต่ไม่สามารถทดแทนการรักษาด้วยยาได้
ผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ควรได้รับยาลดการอักเสบและยาลดระดับกรดยูริกตามคำแนะนำของแพทย์
5. ผู้หญิงไม่เป็นโรคเก๊าท์
❌ ความเชื่อ
โรคเก๊าท์พบเฉพาะในผู้ชาย
✅ ความจริง
ผู้หญิงสามารถเป็นโรคเก๊าท์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ส่งผลให้ร่างกายขับกรดยูริกได้น้อยลง จึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
6. กรดยูริกสูง แปลว่าเป็นโรคเก๊าท์ทุกคน
❌ ความเชื่อ
หากตรวจพบกรดยูริกสูง แสดงว่าเป็นโรคเก๊าท์แน่นอน
✅ ความจริง
ไม่เสมอไป
บางคนมีระดับกรดยูริกสูงแต่ไม่เคยมีอาการข้ออักเสบ ขณะที่บางรายอาจเกิดอาการเก๊าท์แม้ระดับกรดยูริกจะไม่ได้สูงมากในช่วงที่ตรวจ
การวินิจฉัยโรคเก๊าท์จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่
-
ประวัติการเจ็บป่วย
-
อาการและตำแหน่งของข้ออักเสบ
-
การตรวจร่างกาย
-
ผลตรวจเลือด
-
การตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
อาการและสัญญาณเตือนของโรคเก๊าท์
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
-
ปวดข้ออย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
-
ข้อบวม แดง ร้อน และเจ็บมาก
-
ปวดจนเดินหรือขยับข้อไม่ได้
-
อาการเป็น ๆ หาย ๆ หลายครั้ง
-
มีก้อนแข็ง (Tophi) บริเวณข้อ นิ้วมือ นิ้วเท้า หรือใบหู
-
ข้อผิดรูปจากการอักเสบเรื้อรัง
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ข้อถูกทำลายอย่างถาวร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต และไตเสื่อมได้
การวินิจฉัยโรคเก๊าท์
แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ดังนี้
-
ซักประวัติและตรวจร่างกาย
-
ตรวจระดับกรดยูริกในเลือด
-
ตรวจการทำงานของไต
-
เอกซเรย์ข้อ
-
อัลตราซาวนด์ข้อ
-
เจาะน้ำในข้อเพื่อตรวจหาผลึกกรดยูริกในผู้ป่วยบางราย
แนวทางการรักษาโรคเก๊าท์
การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด
แนวทางหลักในการรักษา ได้แก่
-
ยาลดการอักเสบในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน
-
ยาลดระดับกรดยูริก
-
ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
-
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
-
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
-
งดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
-
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การรักษาด้วยการผ่าตัด
พบได้ไม่บ่อย และมักพิจารณาในกรณีที่
-
มีก้อนโทฟัสขนาดใหญ่
-
ก้อนกดทับเส้นประสาท
-
ข้อผิดรูปจนใช้งานไม่ได้
-
มีการทำลายข้ออย่างรุนแรง
วิธีป้องกันโรคเก๊าท์กำเริบ
การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมช่วยลดโอกาสการกำเริบของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
-
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
-
ดื่มน้ำประมาณ 2–3 ลิตรต่อวัน (หากไม่มีข้อห้ามจากแพทย์)
-
ลดอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ น้ำซุปเข้มข้น และอาหารทะเลบางชนิด
-
ลดเครื่องดื่มหวานและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
-
ออกกำลังกายเป็นประจำ
-
ตรวจสุขภาพและติดตามระดับกรดยูริกตามนัด
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
ควรรีบเข้ารับการตรวจ หากมีอาการดังต่อไปนี้
-
ปวดข้อเฉียบพลันอย่างรุนแรง
-
ข้อบวม แดง ร้อน
-
โรคกำเริบหลายครั้งภายใน 1 ปี
-
มีก้อนแข็งบริเวณข้อ
-
ปัสสาวะผิดปกติ หรือสงสัยนิ่วในไต
-
รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น
การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยลดความเสียหายของข้อและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โรคเก๊าท์รักษาหายขาดได้หรือไม่?
โรคเก๊าท์สามารถควบคุมได้ดี หากรักษาอย่างต่อเนื่องและควบคุมระดับกรดยูริกให้อยู่ในเป้าหมายตามที่แพทย์กำหนด ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและลดโอกาสการกำเริบของโรค
ผู้ป่วยโรคเก๊าท์สามารถออกกำลังกายได้หรือไม่?
สามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในช่วงที่ข้ออักเสบเฉียบพลัน เมื่ออาการดีขึ้นควรเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น เดิน ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
ต้องงดอาหารทะเลทั้งหมดหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องงดทั้งหมด แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูงร่วมกับการควบคุมระดับกรดยูริกตามคำแนะนำของแพทย์
สรุป
โรคเก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบที่สามารถควบคุมได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ความเชื่อผิด ๆ หลายประการอาจทำให้ผู้ป่วยละเลยการรักษา จนเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ข้อผิดรูป ก้อนโทฟัส หรือโรคไต
การเข้าใจโรคอย่างถูกต้อง รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และติดตามการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดโอกาสการกำเริบของโรค และช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเก๊าท์
หากคุณมีอาการปวดข้อเฉียบพลัน ข้อบวมแดง หรือสงสัยว่าตนเองอาจเป็นโรคเก๊าท์ ไม่ควรปล่อยให้อาการเรื้อรังจนเกิดความเสียหายต่อข้อ
ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเก๊าท์ โรคกระดูกและข้อ และโรคกล้ามเนื้อของ คลินิกหมอสุทธิ์ พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
นัดหมายปรึกษาแพทย์วันนี้ เพื่อควบคุมโรคเก๊าท์ ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

