โรคเก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกภายในข้อ ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันและปวดรุนแรง หลายคนสงสัยว่า “ถ้าเป็นเก๊าท์นาน ๆ จะกลายเป็นข้อพิการถาวรหรือไม่?” คำตอบคือ อาจเป็นได้ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องยอมรับเป็นโชคชะตา — หากได้รับการวินิจฉัยและดูแลถูกต้องตั้งแต่ต้น มีโอกาสป้องกันความเสียหายถาวรได้มาก
ทำไมเก๊าท์ถึงอาจทำให้ข้อพิการได้?
กลไกการทำลายข้อ
เมื่อระดับกรดยูริกในเลือดสูง ผลึกยูเรตจะตกตะกอนในข้อและรอบข้อ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบซ้ำๆ หากการอักเสบเกิดบ่อย ๆ หรือควบคุมระดับกรดยูริกไม่ได้ ผลึกจะสะสมเป็นก้อนที่เรียกว่า โทฟัส (Tophi) โทฟัสสามารถทำลายกระดูก เยื่อหุ้มข้อ และเนื้อเยื่อรอบ ๆ ส่งผลให้ข้อเสื่อม ผิดรูป และสูญเสียการทำงาน
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายถาวร
- ระดับกรดยูริกสูงคงที่ไม่คุมให้ลดลง
- การมีอาการอักเสบซ้ำ ๆ หรือต่อเนื่องหลายปี
- การพบโทฟัสขนาดใหญ่ตามข้อต่าง ๆ
- การร่วมกับโรคไตเรื้อรัง โรคเมตาบอลิก หรือการใช้ยาบางชนิดที่ทำให้ขับกรดยูริกลดลง
- การวินิจฉัยหรือรักษาช้า ทำให้อักเสบเกิดซ้ำหลายครั้งก่อนการรักษาที่เหมาะสม
อาการและสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าอาจมีความเสี่ยงต่อข้อพิการ
- ข้อมีการอักเสบเฉียบพลันซ้ำ ๆ ที่เดิม เช่น โคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า
- มีตุ่มโทฟัสใต้ผิวหนัง หรือก้อนที่ข้อ/ใบหู
- ข้อเริ่มผิดรูป เคลื่อนไหวติด ข้อล็อก หรือเจ็บเรื้อรัง
- การตรวจเลือดพบระดับกรดยูริกสูงอย่างต่อเนื่อง
- ผลการตรวจภาพ (X-ray/Ultrasound/CT) พบการทำลายกระดูกหรือหัวข้อ
- หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินและเริ่มแผนการรักษา
การวินิจฉัย — จะรู้ได้อย่างไรว่าเก๊าท์กำลังทำลายข้อ?
- แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจพิเศษ เช่น:
- การตรวจน้ำข้อ (Joint aspiration) เพื่อหาเม็ดผลึกยูเรต — วิธีนี้แม่นยำที่สุด
- ตรวจเลือด ดูระดับกรดยูริก และตรวจค่าการทำงานของไต
- ภาพเอกซเรย์/อัลตราซาวด์/CT หรือ MRI เพื่อดูการทำลายของกระดูกหรือการมีโทฟัส
- การตรวจครบถ้วนช่วยกำหนดความรุนแรงและแผนการรักษาได้ตรงจุด
แนวทางการรักษา — ลดความเสี่ยงข้อพิการได้อย่างไร
การรักษาเฉียบพลัน (บรรเทาอาการปวดและอักเสบ)
- ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
- โคลชิซิน (Colchicine) ในระยะแรก
- ยาสเตียรอยด์ (ฉีดหรือกิน) เมื่อจำเป็น
การรักษาระยะยาว (ลดระดับกรดยูริกและป้องกันการเกิดซ้ำ)
- ยาลดกรดยูริก เช่น Allopurinol หรือ Febuxostat เพื่อควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
- ปรับพฤติกรรม: ลดอาหารพิวรีนสูง, ลดแอลกอฮอล์, ควบคุมน้ำหนัก, ดื่มน้ำมากขึ้น
- ควบคุมโรคประจำตัวร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน และโรคไต
- การรักษาอย่างต่อเนื่องและการติดตามผลเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันความเสียหายถาวร
เมื่อใดที่การผ่าตัดอาจจำเป็น?
การผ่าตัดไม่ใช่การรักษาหลักของเก๊าท์ แต่ในบางกรณีอาจต้องผ่าตัด เช่น:
- โทฟัสขนาดใหญ่ที่ก่อปัญหาเรื่องการทำงานหรือการติดเชื้อ
- ความเสียหายของข้อจนทำให้การเคลื่อนไหวเสียหายมาก อาจพิจารณางานผ่าตัดข้อเทียมหรือซ่อมแซมข้อ (depend on case)
- การตัดสินใจต้องอิงจากการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและพิจารณาความเสี่ยงประโยชน์แต่ละบุคคล
การดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงข้อพิการ
- ดื่มน้ำมากพอ (ช่วยขับกรดยูริก)
- ลดอาหารพิวรีนสูง (เครื่องในสัตว์ ปลาเล็กบางชนิด หน่อไม้บางชนิด)
- หลีกเลี่ยงหรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
- ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ตรวจเช็กและติดตามระดับกรดยูริิกตามคำแนะนำแพทย์
- ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มหรือเลิกยาที่มีผลต่อระดับกรดยูริก
โรคเก๊าท์ สามารถทำให้เกิดข้อพิการถาวรได้ หากปล่อยให้เกิดการอักเสบซ้ำ ๆ หรือไม่ควบคุมระดับกรดยูริกอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ด้วยการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก การรักษาอย่างถูกต้อง และการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม ส่วนใหญ่สามารถลดความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายถาวรได้

