fbpx

อาการเริ่มต้นของโรคเก๊าท์: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ก่อนข้ออักเสบรุนแรง

หลายคนเข้าใจว่า “โรคเก๊าท์” เป็นโรคของผู้สูงอายุหรือคนที่ทานอาหารดีเกินไปเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง โรคเก๊าท์สามารถเกิดได้ในคนวัยทำงาน และมักเริ่มต้นด้วยอาการที่ดูเหมือนไม่รุนแรง เช่น ปวดข้อเล็กน้อยหรือปวดเฉพาะตอนกลางคืน
 
หากไม่รู้เท่าทัน อาการเริ่มต้นของโรคเก๊าท์ และปล่อยให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ข้ออักเสบเฉียบพลัน ข้อผิดรูป และปัญหาเรื้อรังในระยะยาว บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรก พร้อมแนวทางดูแลและป้องกันอย่างถูกวิธี
 

โรคเก๊าท์คืออะไร และเกิดจากอะไร

กลไกการเกิดโรคเก๊าท์

 
โรคเก๊าท์เกิดจากการที่ร่างกายมี ระดับกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) กรดยูริกเป็นของเสียที่เกิดจากการสลายสารพิวรีน ซึ่งพบได้ในอาหารบางชนิดและสร้างขึ้นในร่างกายตามธรรมชาติ
 
เมื่อกรดยูริกสูงเกินไป จะตกผลึกเป็นผลึกเล็กๆ สะสมตามข้อต่างๆ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง และปวดอย่างเฉียบพลัน
 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเก๊าท์

  • รับประทานอาหารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด
  • ดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
  • น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต
  • พันธุกรรม
การควบคุมปัจจัยเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก
 

อาการเริ่มต้นของโรคเก๊าท์ที่ควรรู้

โรคเก๊าท์มักเริ่มต้นแบบ “เฉียบพลัน” และเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน
 
อาการเริ่มต้นที่พบบ่อย
  • ปวดข้ออย่างเฉียบพลัน มักเกิดตอนกลางคืน
  • ปวดมากจนสะดุ้งตื่น
  • ข้อบวม แดง ร้อน และกดเจ็บ
 
ข้อที่พบบ่อยคือ “โคนนิ้วหัวแม่เท้า
 
สัญญาณเตือนระยะแรก
 
  • รู้สึกตึงหรือระคายบริเวณข้อก่อนปวดจริง
  • ข้อไวต่อการสัมผัส แม้ผ้าห่มโดนก็เจ็บ
  • อาการปวดเป็นๆ หายๆ
  • มีประวัติกรดยูริกสูงมาก่อน
ในบางราย อาจเริ่มปวดที่ข้อเท้า เข่า หรือข้อมือได้เช่นกัน หากมีอาการลักษณะนี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
 

การวินิจฉัยโรคเก๊าท์ในระยะเริ่มต้น

 
การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญ เพราะช่วยป้องกันการทำลายข้อในระยะยาว
แพทย์จะทำการ:
  • ซักประวัติอาการและปัจจัยเสี่ยง
  • ตรวจร่างกายบริเวณข้อที่ปวด
  • ตรวจเลือดวัดระดับกรดยูริก
 
ในบางกรณี อาจพิจารณาตรวจน้ำในข้อ หรือทำอัลตราซาวด์ข้อ
 
การตรวจอย่างละเอียดช่วยแยกโรคเก๊าท์ออกจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่น เช่น รูมาตอยด์ หรือข้ออักเสบติดเชื้อ
 

แนวทางการรักษาโรคเก๊าท์ในระยะแรก

การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (แนวทางหลัก)

  • ให้ยาลดการอักเสบเพื่อลดอาการปวดเฉียบพลัน
  • ให้ยาควบคุมระดับกรดยูริกในระยะยาว (ในรายที่จำเป็น)
  • แนะนำปรับพฤติกรรมและควบคุมอาหาร
  • ควบคุมน้ำหนักและโรคประจำตัว
การรักษาอย่างต่อเนื่องภายใต้การดูแลของแพทย์ จะช่วยลดโอกาสการกำเริบซ้ำ
 

ภาวะแทรกซ้อนหากไม่รักษา

หากปล่อยให้โรคเก๊าท์กำเริบบ่อย อาจทำให้
  • ข้ออักเสบเรื้อรัง
  • เกิดก้อนโทฟัส (ก้อนผลึกกรดยูริกใต้ผิวหนัง)
  • ข้อผิดรูป
  • ไตเสื่อมจากการสะสมของกรดยูริก
 

การดูแลตัวเองและการป้องกันโรคเก๊าท์

  • หลีกเลี่ยงอาหารพิวรีนสูง
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
  • จำกัดแอลกอฮอล์
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ตรวจระดับกรดยูริกเป็นระยะ
การป้องกันที่ดี ช่วยลดโอกาสกำเริบและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
 

เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  • ปวดข้อเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดมากจนรบกวนการนอน
  • ข้อบวม แดง ร้อนชัดเจน
  • มีประวัติกรดยูริกสูง
  • โรคเก๊าท์กำเริบบ่อยกว่า 2 ครั้งต่อปี
การรักษาเร็ว ช่วยป้องกันการทำลายข้อและภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
 
 
อาการเริ่มต้นของโรคเก๊าท์มักมาแบบเฉียบพลัน โดยเฉพาะอาการปวดโคนนิ้วหัวแม่เท้าในเวลากลางคืน การรู้จักสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงของข้ออักเสบเรื้อรังและความเสียหายในระยะยาว
 
อย่ามองข้ามอาการปวดข้อเพียงเพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะการดูแลตั้งแต่วันนี้ คือการปกป้องสุขภาพข้อของคุณในอนาคต

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *