น้ำซุปกระดูกหรือซุปต้มกระดูก เป็นอาหารที่หลายคนเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยบำรุงข้อ กระดูก และร่างกาย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูร่างกาย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์ อาหารชนิดนี้อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด
เนื่องจากกระบวนการเคี่ยวกระดูกเป็นเวลานาน จะทำให้สารพิวรีนจากกระดูกและเนื้อสัตว์ละลายออกมาในน้ำซุป ซึ่งอาจทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น และกระตุ้นให้โรคเก๊าท์กำเริบได้ บทความนี้จะอธิบายอย่างชัดเจนว่า น้ำซุปกระดูกอันตรายกับผู้ป่วยโรคเก๊าท์อย่างไร พร้อมสัญญาณเตือนและวิธีดูแลตัวเอง
น้ำซุปกระดูกเกี่ยวข้องกับโรคเก๊าท์อย่างไร
พิวรีนสูงจากการเคี่ยวกระดูก
พิวรีนเป็นสารธรรมชาติที่พบในเซลล์ของสัตว์ เมื่อร่างกายย่อยพิวรีน จะเปลี่ยนเป็นกรดยูริก
การเคี่ยวกระดูกเป็นเวลาหลายชั่วโมง เช่น ซุปกระดูกหมู ซุปเนื้อ หรือซุปเครื่องใน จะทำให้พิวรีนเข้มข้นในน้ำซุปมากกว่าการกินเนื้อสัตว์ธรรมดาเสียอีก
ทำไมกรดยูริกสูงจึงอันตราย
เมื่อกรดยูริกในเลือดสูง ร่างกายจะไม่สามารถขับออกได้ทัน ทำให้เกิดผลึกยูริกสะสมในข้อ ส่งผลให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง
โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติโรคเก๊าท์อยู่แล้ว น้ำซุปกระดูกอาจเป็น “ตัวกระตุ้น” ให้เกิดอาการกำเริบแบบเฉียบพลันได้
อาการและสัญญาณเตือนหลังรับประทานน้ำซุปกระดูก
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1–2 วันหลังรับประทานอาหารพิวรีนสูง
สัญญาณเตือนที่พบบ่อย
- ปวดข้ออย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะตอนกลางคืน
- ข้อบวม แดง ร้อน กดเจ็บ
- ปวดมากจนเดินลำบาก
- ข้อที่พบบ่อยคือ โคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า เข่า
- อาจมีไข้ต่ำร่วมด้วย
อาการในระยะเริ่มต้น
- รู้สึกตึงหรือระคายที่ข้อก่อนปวดจริง
- ข้อไวต่อการสัมผัส
- ปวดเป็นๆ หายๆ
- เคยมีประวัติเก๊าท์กำเริบมาก่อน
หากมีอาการเหล่านี้หลังรับประทานน้ำซุปกระดูก ควรสงสัยว่าอาจเป็นการกระตุ้นของโรคเก๊าท์
การวินิจฉัยเมื่อสงสัยว่าเก๊าท์กำเริบจากอาหาร
แพทย์จะประเมินจากหลายปัจจัย ได้แก่
- ประวัติการรับประทานอาหารพิวรีนสูง
- ลักษณะอาการปวดข้อ
- การตรวจร่างกาย
- ตรวจเลือดวัดระดับกรดยูริก
ในบางกรณี อาจตรวจน้ำในข้อเพื่อยืนยัน
การวินิจฉัยที่ถูกต้องมีความสำคัญ เพราะอาการปวดข้ออาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน
แนวทางการรักษาเมื่อโรคเก๊าท์กำเริบ
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (แนวทางหลัก)
- ให้ยาลดการอักเสบเพื่อลดปวด
- ยาควบคุมกรดยูริกในระยะยาว (ตามดุลยพินิจแพทย์)
- พักข้อ ลดการใช้งาน
- ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม
- การรักษาเร็วช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการได้มาก
ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยไว้
หากกำเริบบ่อยโดยไม่ควบคุม อาจเกิด
- ข้ออักเสบเรื้อรัง
- ข้อเสียหายถาวร
- ก้อนโทฟัส (ก้อนยูริกใต้ผิวหนัง)
- ภาวะไตเสื่อม
การดูแลตัวเองและการป้องกันสำหรับผู้ป่วยเก๊าท์
ควรหลีกเลี่ยง
- น้ำซุปกระดูกเข้มข้น
- เครื่องในสัตว์
- เนื้อแดงและอาหารทะเลบางชนิด
- แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
ควรปฏิบัติ
- ดื่มน้ำมากพอ ช่วยขับกรดยูริก
- เลือกโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ปลา เนื้อขาว เต้าหู้
- ควบคุมน้ำหนัก
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง
ผู้ป่วยบางรายสามารถทานอาหารได้หลากหลายขึ้น หากควบคุมกรดยูริกได้ดี
เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ควรรีบปรึกษาแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้
- ปวดข้อรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ปวดข้อหลังรับประทานอาหารพิวรีนสูง
- ข้อบวมแดงร้อนชัดเจน
- เดินลำบาก
- โรคเก๊าท์กำเริบบ่อย
การรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
แม้น้ำซุปกระดูกจะดูเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์แล้ว อาจเป็นอาหารที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีพิวรีนเข้มข้นจากการเคี่ยวกระดูกเป็นเวลานาน ซึ่งสามารถเพิ่มระดับกรดยูริกและกระตุ้นให้โรคกำเริบได้
การรู้จักหลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยง พร้อมควบคุมระดับกรดยูริกอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้ป่วยเก๊าท์ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ลดอาการปวด และป้องกันการทำลายข้อในระยะยาว

